News : Two-Channel vs Multi-Channel เรื่องของระบบเสียง Hi-Fi กับ Home Theatre

By : Karp Audio

ระบบเสียงเพื่อความบันเทิงภายในบ้านนั้น หลักๆ ก็จะมีอยู่เพียงสองระบบเท่านั้นเอง ระบบแรกใช้เพื่อการฟังเพลงโดยเฉพาะ เรียกกันว่าระบบ 2-Channel หรือรู้จักกันในชื่อระบบเสียงแบบ Hi-Fi ซึ่งมาจากคำเต็มๆ ที่ว่า High Fidelity และมักจะเรียกคำย่อนั้นแบบเต็มๆ วลีว่า Hi-Fi Stereo อันหมายถึงการทำซ้ำของเสียงด้วยการนำมาเล่นกลับ หรือ Playback ด้วยชุดเครื่องเสียง พร้อมลำโพงอีกหนึ่งคู่ แล้วได้เสียงที่ใกล้เดียงความเป็นจริงตามธรรมชาติของเสียงดนตรีมากที่สุด

การใช้ลำโพงหนึ่งคู่หรือ2 ตัวอันหมายถึงลำโพงซ้ายและลำโพงขวานั่นเองที่เป็นที่มาของคำว่า2-Channel

ส่วนระบบเสียงอีกแบบหนึ่งนั้นเป็นระบบเสียงที่ใช้ประกอบกับการชมภาพยนตร์ภายในบ้านระบบเสียงแบบนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อระบบเสียงแบบHome Theatre ซึ่งจำเป็นต้องใช้ชุดลำโพงในระบบอย่างน้อยที่สุด6ตัวจึงเรียกกันว่าระบบเสียงแบบMulti-Channel หรือระบบเสียงแบบหลายทิศทางโดยหลักๆแล้วประกอบไปด้วยลำโพงชุดหน้า(Front Speaker ประกอบไปด้วยลำโพงซ้ายลำโพงเซ็นเตอร์และลำโพงขวา), ลำโพงให้บรรยากาศเสียงรายรอบ(Surround Sound Speaker), ลำโพงให้บรรยากาศเสียงรายรอบชุดหลัง (Rear Surround Sound Speaker)และลำโพง Sub-Woofer ซึ่งทำหน้าที่ให้เสียงในย่านความถี่ต่ำพิเศษที่เรียกกันว่าLow Frequency Effect: LFE

โดยลำโพงที่มีความจำเป็นหลักในระบบMulti-Channel ซึ่งใช้งานในห้องขนาดเล็กก็คือลำโพงชุดหน้า3 ตัวลำโพงให้บรรยากาศเสียงรายรอบอีก2ตัวและลำโพงให้เสียงย่านความถี่ต่ำพิเศษอีก1ตัวซึ่งการใช้งานลำโพงตามจำนวนที่กล่าวนี้มีชื่อเรียกว่าระบบ5.1-Channel ซึ่งถือเป็นระบบพื้นฐานของHome Theatre

แม้ว่าระบบเสียงแบบHome Theatre จะเป็นที่นิยมกันมานานกว่าสองทศวรรษแต่ในความเป็นจริงแล้วต้นกำเนิดของระบบเสียงที่มีเสียงบรรยากาศรายรอบที่ต้องใช้ลำโพงในการฟังมากกว่าสองตัวและใช้ในการฟังเพลงเพียงอย่างเดียวนั้นมีแนวคิดมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่70s ด้วยการใช้ลำโพงหน้าสองตัวให้เสียงหลักและลำโพงหลังอีกสองตัวให้เสียงบรรายากาศรายรอบที่เรียกว่าSurround Sound ซึ่งมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าระบบQuadraphonic มีการออกแบบเครื่องและลำโพงรวมทั้งSource หรือแหล่งโพรแกรมเพื่อการเล่นในระบบนี้ซึ่งมีทั้งแผ่นเสียงและเทป8-Track จากผู้ผลิตหลายรายโดยนอกจากแอมปลิไฟเออร์แล้วยังมีเครื่องอีเล็คทรอนิคส์ที่เป็นอุปกรณ์สำคัญในระบบนี้อีกตัวคือเครื่องTime Delay ทำหน้าที่คอยหน่วงเสียงเพื่อให้เสียงจากลำโพงคู่หน้าและลำโพงคู่หลังมาถึงหูผู้ฟังพร้อมกันเนื่องจากลำโพงคู่หน้ากับคู่หลังอยู่ห่างจากตำแหนงที่นั่งฟังไม่เท่ากันโดยคู่หลังจะอยู่ใกล้มากกว่าจึงต้องมีเครื่องหน่วงเวลาสัญญาณเสียงจากลำโพงทั้งสองคู่ให้เดินทางมาถึงหูผู้ฟังพร้อมกันเพื่อน้ำเสียงที่ได้ยินจะมีความกลมกลืนกันนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม,  เนื่องเพราะความยุ่งยากในการเล่น และเสียงที่ฟังแล้วมิใคร่มีความสมจริงมากนัก ทำให้ระบบ Quadraphonic ไม่ได้รับความนิยมสักเท่าไรนัก จึงไม่ได้มีการพัฒนาต่อและจบตัวเองไปในเวลาอันรวดเร็ว

ระบบเสียงที่สร้างบรรยากาศรายรอบเริ่มได้รับความนิยมจากการมาถึงของ Dolby AC-3 ในช่วงทศวรรษที่80s ซึ่งต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อใหม่และเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมากยิ่งขึ้นคือDolby Digital เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาโดยDolby Laboratories ซึ่งนับเป็นยุคเริ่มต้นของระบบเสียงแบบHome Theatre ที่มีพัฒนาการมาต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้โดยที่ซอฟท์แวร์ในยุคแรกที่ได้มีการเข้ารหัสบันทึกเสียงแบบMulti-Channel ก็คือแผ่นเลเซอร์(Laser Disc) ขนาด12 นิ้วก่อนที่จะมีวิวัฒนาการมาเป็นBlu-ray Disc ในปัจจุบันและฟอร์แม็ทที่เป็นพัฒนาการล่าสุดของDolby Lab. ในวันนี้ก็คือDolby ATMOS ที่ย่อมาจากคำว่าAtmosphere นั่นเอง

กล่าวสำหรับเทคโนโลยีระบบเสียงแบบMulti-Channel ที่นิยมใช้ในซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ซึ่งพบเห็นมากที่สุดมีสองค่ายด้วยกันคือนอกจาก Dolby Lab. แล้วก็มีค่าย DTS ซึ่งเดิมเป็นที่รับรู้กันว่าย่อมาจากชื่อของDigital Theater Systems, Inc.แต่ปัจจุบันได้มีการประชาสัมพันธ์ใหม่ว่ามาจากคำDedicated to Sound หลังจากเปลี่ยนมือเจ้าของมาเป็นXperi Corporation เมื่อเกือบสองปีที่ผ่านมา

DTS ก็เช่นเดียวกับค่ายDolby Lab. ที่มีพัฒนาการฟอร์แม็ทใหม่ๆของระบบเสียงMulti-Channel ออกมาตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโดยฟอร์แม็ทล่าสุดของค่ายนี้คือDTS: X

นอกจากสองค่ายที่กล่าวถึงข้างต้นแล้วยังมีอีกค่ายหนึ่งที่คอหนังในโรงภาพยนตร์มักคุ้นกันดีนั่นคือระบบเสียงที่รู้จักกันในชื่อ THX ซึ่งเน้นการพัฒนาระบบเสียงแบบMulti-Channel เพื่อใช้กับภาพยนตร์โดยเฉพาะด้วยผู้คิดค้นระบบนี้คือTomlinson Holman แห่งLucasfilm Ltd. เจ้าพ่อของวงการสร้างสเปเชียลเอฟเฝ็คท์ที่มีผลงานในเชิงนี้เลื่องชื่อมาตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องStar Wars ซึ่งได้นำระบบTHX มาใช้เป็นครั้งแรกกับภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวที่เป็นภาค3ในชื่อReturn of the Jedi เมื่อปีค.ศ.1983 โดยชื่อTHX นั้นสองตัวแรกมาจากชื่อและนามสกุลของทอมลินสันส่วนตัวอักษรX มาจากคำว่าCrossover ซึ่งเป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญในระบบเสียงนั่นเอง

อีกหนึ่งระบบเสียงแบบ Multi-Channel ที่กำลังถูกจับตามองมากในเวลานี้ก็คือระบบAuro-3D Audio ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันของสองยักษ์ใหญ่ในแวดวงอีเล็คทรอนิคส์ของเบลเยี่ยมคือAuro Technologies กับBARCO: Belgian American Radio Corp. ที่ได้ชื่อว่าอยู่แถวหน้าของวงการอุปกรณ์ทางด้านระบบภาพนั่นเอง

โดยระบบเสียงฟอร์แม็ทใหม่นี้เป็นที่รู้จักกันครั้งแรกเมื่อLucasfilm นำมาใส่ในหนังให้กับฮอลลีย์วูดเป็นเรื่องแรกคือRed Tails เมื่อปีค.ศ.2012 ทำให้ปัจจุบันบรรดาโรงภาพยนตร์และสติวดิโอบันทึกเสียงมากกว่า250 และ35 แห่ง(ตามลำดับ) ได้หันมาติดตั้งระบบเสียงแบบที่ว่านี้ไปแล้วและมีอีกมากกว่ามากที่กำลังดำเนินการติดตั้งกันอยู่อย่างคึกคักในที่สุดหลังจากนั้นไม่นานระบบเสียงดังกล่าวก็ได้เริ่มพัฒนามาใช้กับอุปกรณ์อีเล็คทรอนิคส์ทั้งประเภทใช้ในบ้านและส่วนบุคคลคือนำมาใช้ในเอวีรีซีฟเวอร์กับเฮดโฟนด้วยนั่นเอง

ระบบเสียงMulti-Channel ทั้งหมดจะมีชุดลำโพงด้านหน้าที่เหมือนกันคือFront Left Speaker, Center Speaker และFront Right Speaker จากนั้นก็จะแตกต่างกันในส่วนของลำโพงที่ให้บรรยากาศเสียงรายรอบทั้งในแง่ของจำนวนที่ใช้และตำแหน่งที่ติดตั้งซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดและปริมาตรห้องเป็นสำคัญโดยฟอร์แม็ทDTS: X และAuro-3D Audio จะมีความคล้ายกันตรงที่นอกจากจะมีลำโพงให้บรรยากาศเสียงรายรอบติดตั้งอยู่รอบห้องแล้วยังมีติดตั้งอยู่ที่ฝ้าเพดานด้วยในขณะที่Dolby ATMOS นั้นจะออกแบบให้ลำโพงชุดหน้าซ้าย/ขวาและลำโพงเซอร์ราวน์ดชุดหลังนอกจากยิงเสียงออกจากด้านหน้าของตู้แล้วยังยิงเสียงขึ้นด้านบนเพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศเสียงด้วย

ส่วนลำโพงให้เสียงย่านความถี่ต่ำพิเศษอย่างLFE Speaker หรือSub-Woofer ทุกฟอร์แม็ทส่วนใหญ่มักจะใช้กันเพียงแค่หนึ่งหรือสองตัวเท่านั้น

ชุดอีเล็คทรอนิคส์ที่จะทำงานกับระบบMulti-Channel จะต้องเป็นแบบที่สามารถทำหน้าถอดสัญญาณเสียงฟอร์แม็ทต่างๆได้จึงจะสามารถนำเอาอรรถรสที่บันทึกไว้ออกมาให้ผู้ชมสัมผัสได้อย่างเต็มที่เสมือนดูหนังในโรงภาพยนตร์จริงๆซึ่งหากจะว่าไปเมื่อเทียบกับระบบ2-Channel แล้วระบบเสียงที่ใช้ในการฟังเพลงแบบHi-Fi Stereo ดูจะเป็นความน่าทึ่งของศาสตร์และศิลป์ระดับState-of-the-Art มากกว่า 

เนื่องเพราะมีเพียงแอมปลิไฟเออร์หนึ่งหรือสองชิ้นกับแหล่งโพรแกรมอาทิเครื่องเล่นแผ่นเสียงอีกเครื่องกับลำโพงซ้าย/ขวาเพียงหนึ่งคู่แต่สามารถรังสรรค์เสียงดนตรีออกมาได้เสมือนยกวงดนตรีทั้งวงหรือวงซิมโฟนีออร์เคสตราที่มีนักดนตรีบรรเลงเครื่องมือต่างๆร่วมร้อยชิ้นเข้ามาไว้ในห้องได้ครบถ้วนอีกทั้งยังสามารถสร้างมิติเสียงภาพลักษณ์เวทีเสียงและบรรยากาศเสียงในโถงแสดงดนตรีออกมาให้รับรู้ได้อย่างสมบูรณ์

นั้น, จึงนับเป็นความสามารถในฝีมือการออกแบบและประดิษฐ์ของมนุษย์ที่ควรค่าแก่การยกย่องอย่างแท้จริง

Showroom

The Nine Center Rama 9, Ground Floor (F105-106), 999 Rama 9 Road, Pattanakarn, Suanluang, Bangkok 10250, Thailand

Open:

Monday-Satureday

(11.00-19.00)

080-0804858

02-056-7852

Social & Chat

ข่าว : Two-Channel vs Multi-Channel เรื่องของระบบเสียง Hi-Fi กับ Home Theatre

โดย : Karp Audio

ระบบเสียงเพื่อความบันเทิงภายในบ้านนั้น หลักๆ ก็จะมีอยู่เพียงสองระบบเท่านั้นเอง ระบบแรกใช้เพื่อการฟังเพลงโดยเฉพาะ เรียกกันว่าระบบ 2-Channel หรือรู้จักกันในชื่อระบบเสียงแบบ Hi-Fi ซึ่งมาจากคำเต็มๆ ที่ว่า High Fidelity และมักจะเรียกคำย่อนั้นแบบเต็มๆ วลีว่า Hi-Fi Stereo อันหมายถึงการทำซ้ำของเสียงด้วยการนำมาเล่นกลับ หรือ Playback ด้วยชุดเครื่องเสียง พร้อมลำโพงอีกหนึ่งคู่ แล้วได้เสียงที่ใกล้เดียงความเป็นจริงตามธรรมชาติของเสียงดนตรีมากที่สุด

การใช้ลำโพงหนึ่งคู่หรือ2 ตัวอันหมายถึงลำโพงซ้ายและลำโพงขวานั่นเองที่เป็นที่มาของคำว่า2-Channel

ส่วนระบบเสียงอีกแบบหนึ่งนั้นเป็นระบบเสียงที่ใช้ประกอบกับการชมภาพยนตร์ภายในบ้านระบบเสียงแบบนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อระบบเสียงแบบHome Theatre ซึ่งจำเป็นต้องใช้ชุดลำโพงในระบบอย่างน้อยที่สุด6ตัวจึงเรียกกันว่าระบบเสียงแบบMulti-Channel หรือระบบเสียงแบบหลายทิศทางโดยหลักๆแล้วประกอบไปด้วยลำโพงชุดหน้า(Front Speaker ประกอบไปด้วยลำโพงซ้ายลำโพงเซ็นเตอร์และลำโพงขวา), ลำโพงให้บรรยากาศเสียงรายรอบ(Surround Sound Speaker), ลำโพงให้บรรยากาศเสียงรายรอบชุดหลัง (Rear Surround Sound Speaker)และลำโพง Sub-Woofer ซึ่งทำหน้าที่ให้เสียงในย่านความถี่ต่ำพิเศษที่เรียกกันว่าLow Frequency Effect: LFE

โดยลำโพงที่มีความจำเป็นหลักในระบบMulti-Channel ซึ่งใช้งานในห้องขนาดเล็กก็คือลำโพงชุดหน้า3 ตัวลำโพงให้บรรยากาศเสียงรายรอบอีก2ตัวและลำโพงให้เสียงย่านความถี่ต่ำพิเศษอีก1ตัวซึ่งการใช้งานลำโพงตามจำนวนที่กล่าวนี้มีชื่อเรียกว่าระบบ5.1-Channel ซึ่งถือเป็นระบบพื้นฐานของHome Theatre

แม้ว่าระบบเสียงแบบHome Theatre จะเป็นที่นิยมกันมานานกว่าสองทศวรรษแต่ในความเป็นจริงแล้วต้นกำเนิดของระบบเสียงที่มีเสียงบรรยากาศรายรอบที่ต้องใช้ลำโพงในการฟังมากกว่าสองตัวและใช้ในการฟังเพลงเพียงอย่างเดียวนั้นมีแนวคิดมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่70s ด้วยการใช้ลำโพงหน้าสองตัวให้เสียงหลักและลำโพงหลังอีกสองตัวให้เสียงบรรายากาศรายรอบที่เรียกว่าSurround Sound ซึ่งมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าระบบQuadraphonic มีการออกแบบเครื่องและลำโพงรวมทั้งSource หรือแหล่งโพรแกรมเพื่อการเล่นในระบบนี้ซึ่งมีทั้งแผ่นเสียงและเทป8-Track จากผู้ผลิตหลายรายโดยนอกจากแอมปลิไฟเออร์แล้วยังมีเครื่องอีเล็คทรอนิคส์ที่เป็นอุปกรณ์สำคัญในระบบนี้อีกตัวคือเครื่องTime Delay ทำหน้าที่คอยหน่วงเสียงเพื่อให้เสียงจากลำโพงคู่หน้าและลำโพงคู่หลังมาถึงหูผู้ฟังพร้อมกันเนื่องจากลำโพงคู่หน้ากับคู่หลังอยู่ห่างจากตำแหนงที่นั่งฟังไม่เท่ากันโดยคู่หลังจะอยู่ใกล้มากกว่าจึงต้องมีเครื่องหน่วงเวลาสัญญาณเสียงจากลำโพงทั้งสองคู่ให้เดินทางมาถึงหูผู้ฟังพร้อมกันเพื่อน้ำเสียงที่ได้ยินจะมีความกลมกลืนกันนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม,  เนื่องเพราะความยุ่งยากในการเล่น และเสียงที่ฟังแล้วมิใคร่มีความสมจริงมากนัก ทำให้ระบบ Quadraphonic ไม่ได้รับความนิยมสักเท่าไรนัก จึงไม่ได้มีการพัฒนาต่อและจบตัวเองไปในเวลาอันรวดเร็ว

ระบบเสียงที่สร้างบรรยากาศรายรอบเริ่มได้รับความนิยมจากการมาถึงของ Dolby AC-3 ในช่วงทศวรรษที่80s ซึ่งต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อใหม่และเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมากยิ่งขึ้นคือDolby Digital เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาโดยDolby Laboratories ซึ่งนับเป็นยุคเริ่มต้นของระบบเสียงแบบHome Theatre ที่มีพัฒนาการมาต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้โดยที่ซอฟท์แวร์ในยุคแรกที่ได้มีการเข้ารหัสบันทึกเสียงแบบMulti-Channel ก็คือแผ่นเลเซอร์(Laser Disc) ขนาด12 นิ้วก่อนที่จะมีวิวัฒนาการมาเป็นBlu-ray Disc ในปัจจุบันและฟอร์แม็ทที่เป็นพัฒนาการล่าสุดของDolby Lab. ในวันนี้ก็คือDolby ATMOS ที่ย่อมาจากคำว่าAtmosphere นั่นเอง

กล่าวสำหรับเทคโนโลยีระบบเสียงแบบMulti-Channel ที่นิยมใช้ในซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ซึ่งพบเห็นมากที่สุดมีสองค่ายด้วยกันคือนอกจาก Dolby Lab. แล้วก็มีค่าย DTS ซึ่งเดิมเป็นที่รับรู้กันว่าย่อมาจากชื่อของDigital Theater Systems, Inc.แต่ปัจจุบันได้มีการประชาสัมพันธ์ใหม่ว่ามาจากคำDedicated to Sound หลังจากเปลี่ยนมือเจ้าของมาเป็นXperi Corporation เมื่อเกือบสองปีที่ผ่านมา

DTS ก็เช่นเดียวกับค่ายDolby Lab. ที่มีพัฒนาการฟอร์แม็ทใหม่ๆของระบบเสียงMulti-Channel ออกมาตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโดยฟอร์แม็ทล่าสุดของค่ายนี้คือDTS: X

นอกจากสองค่ายที่กล่าวถึงข้างต้นแล้วยังมีอีกค่ายหนึ่งที่คอหนังในโรงภาพยนตร์มักคุ้นกันดีนั่นคือระบบเสียงที่รู้จักกันในชื่อ THX ซึ่งเน้นการพัฒนาระบบเสียงแบบMulti-Channel เพื่อใช้กับภาพยนตร์โดยเฉพาะด้วยผู้คิดค้นระบบนี้คือTomlinson Holman แห่งLucasfilm Ltd. เจ้าพ่อของวงการสร้างสเปเชียลเอฟเฝ็คท์ที่มีผลงานในเชิงนี้เลื่องชื่อมาตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องStar Wars ซึ่งได้นำระบบTHX มาใช้เป็นครั้งแรกกับภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวที่เป็นภาค3ในชื่อReturn of the Jedi เมื่อปีค.ศ.1983 โดยชื่อTHX นั้นสองตัวแรกมาจากชื่อและนามสกุลของทอมลินสันส่วนตัวอักษรX มาจากคำว่าCrossover ซึ่งเป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญในระบบเสียงนั่นเอง

อีกหนึ่งระบบเสียงแบบ Multi-Channel ที่กำลังถูกจับตามองมากในเวลานี้ก็คือระบบAuro-3D Audio ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันของสองยักษ์ใหญ่ในแวดวงอีเล็คทรอนิคส์ของเบลเยี่ยมคือAuro Technologies กับBARCO: Belgian American Radio Corp. ที่ได้ชื่อว่าอยู่แถวหน้าของวงการอุปกรณ์ทางด้านระบบภาพนั่นเอง

โดยระบบเสียงฟอร์แม็ทใหม่นี้เป็นที่รู้จักกันครั้งแรกเมื่อLucasfilm นำมาใส่ในหนังให้กับฮอลลีย์วูดเป็นเรื่องแรกคือRed Tails เมื่อปีค.ศ.2012 ทำให้ปัจจุบันบรรดาโรงภาพยนตร์และสติวดิโอบันทึกเสียงมากกว่า250 และ35 แห่ง(ตามลำดับ) ได้หันมาติดตั้งระบบเสียงแบบที่ว่านี้ไปแล้วและมีอีกมากกว่ามากที่กำลังดำเนินการติดตั้งกันอยู่อย่างคึกคักในที่สุดหลังจากนั้นไม่นานระบบเสียงดังกล่าวก็ได้เริ่มพัฒนามาใช้กับอุปกรณ์อีเล็คทรอนิคส์ทั้งประเภทใช้ในบ้านและส่วนบุคคลคือนำมาใช้ในเอวีรีซีฟเวอร์กับเฮดโฟนด้วยนั่นเอง

ระบบเสียงMulti-Channel ทั้งหมดจะมีชุดลำโพงด้านหน้าที่เหมือนกันคือFront Left Speaker, Center Speaker และFront Right Speaker จากนั้นก็จะแตกต่างกันในส่วนของลำโพงที่ให้บรรยากาศเสียงรายรอบทั้งในแง่ของจำนวนที่ใช้และตำแหน่งที่ติดตั้งซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดและปริมาตรห้องเป็นสำคัญโดยฟอร์แม็ทDTS: X และAuro-3D Audio จะมีความคล้ายกันตรงที่นอกจากจะมีลำโพงให้บรรยากาศเสียงรายรอบติดตั้งอยู่รอบห้องแล้วยังมีติดตั้งอยู่ที่ฝ้าเพดานด้วยในขณะที่Dolby ATMOS นั้นจะออกแบบให้ลำโพงชุดหน้าซ้าย/ขวาและลำโพงเซอร์ราวน์ดชุดหลังนอกจากยิงเสียงออกจากด้านหน้าของตู้แล้วยังยิงเสียงขึ้นด้านบนเพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศเสียงด้วย

ส่วนลำโพงให้เสียงย่านความถี่ต่ำพิเศษอย่างLFE Speaker หรือSub-Woofer ทุกฟอร์แม็ทส่วนใหญ่มักจะใช้กันเพียงแค่หนึ่งหรือสองตัวเท่านั้น

ชุดอีเล็คทรอนิคส์ที่จะทำงานกับระบบMulti-Channel จะต้องเป็นแบบที่สามารถทำหน้าถอดสัญญาณเสียงฟอร์แม็ทต่างๆได้จึงจะสามารถนำเอาอรรถรสที่บันทึกไว้ออกมาให้ผู้ชมสัมผัสได้อย่างเต็มที่เสมือนดูหนังในโรงภาพยนตร์จริงๆซึ่งหากจะว่าไปเมื่อเทียบกับระบบ2-Channel แล้วระบบเสียงที่ใช้ในการฟังเพลงแบบHi-Fi Stereo ดูจะเป็นความน่าทึ่งของศาสตร์และศิลป์ระดับState-of-the-Art มากกว่า 

เนื่องเพราะมีเพียงแอมปลิไฟเออร์หนึ่งหรือสองชิ้นกับแหล่งโพรแกรมอาทิเครื่องเล่นแผ่นเสียงอีกเครื่องกับลำโพงซ้าย/ขวาเพียงหนึ่งคู่แต่สามารถรังสรรค์เสียงดนตรีออกมาได้เสมือนยกวงดนตรีทั้งวงหรือวงซิมโฟนีออร์เคสตราที่มีนักดนตรีบรรเลงเครื่องมือต่างๆร่วมร้อยชิ้นเข้ามาไว้ในห้องได้ครบถ้วนอีกทั้งยังสามารถสร้างมิติเสียงภาพลักษณ์เวทีเสียงและบรรยากาศเสียงในโถงแสดงดนตรีออกมาให้รับรู้ได้อย่างสมบูรณ์

นั้น, จึงนับเป็นความสามารถในฝีมือการออกแบบและประดิษฐ์ของมนุษย์ที่ควรค่าแก่การยกย่องอย่างแท้จริง

โชว์รูม

เดอะไนน์เซ็นเตอร์ พระราม9 ห้องเลขที่ F105-106 เลขที่ 999 ถนนพระราม 9 แขวงพัฒนาการ เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร 10250

เปิดทำการ:

เปิดทำการ

(11.00-19.00)

080-0804858

02-056-7852

Social & Chat