News : Home Automation

By : พิพัฒน์ คคะนาท

หลังจากเทคโนโลยีดิจิทัลเดินทางสู่จุดหมายปลายทางอันสมบูรณ์พร้อม ซึ่งน่าจะสักประมาณสองทศวรรษที่ผ่านมา จำได้ว่าช่วงนั้นงาน CES (Consumer Electronics Show) งานแสดงผลิตภัณฑ์อีเล็คทรอนิคส์เพื่อผู้บริโภคที่ใหญ่สุดของโลก ซึ่งจัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา ยังจัดกันปีละสองครั้ง เป็น Winter CES ที่ลาสเวกัส ประมาณสัปดาห์แรกของมกราคม กับ Summer CES ที่ชิคาโก ช่วงประมาณเดือนพฤษภา’ แต่จำไม่ได้ว่าเป็นช่วงปีใด และงานไหน ที่ CES ประกาศแนวคิดการจัดงานครั้งนั้นว่า Digital Destination ทำให้สังเกตความเคลื่อนไหวในแวดวงอีเล็คทรินิคส์ได้ว่า หลังจากนั้นเป็นต้นมามีผลิตภัณฑ์อันน่าทึ่งนานาประเภทหลั่งไหลออกมาให้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง

และจากนั้นอีกไม่นานเมื่อก้าวล่วงมาถึงยุคของการควบรวมทางด้านดิจิทัลหรือDigital Convergence ผลิตภัณฑ์อันน่าทึ่งนานาที่ว่ายิ่งสามารถทำงานได้หลายหลากมากประโยชน์ยิ่งขึ้นไปอีก

ทำให้เมื่อมาถึงวันนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรในชีวิตประจำวันของผู้คนอีกแล้วกระมังที่มิอาจเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

และระบบHome Automation ก็เป็นอีกหนึ่งผลพวงของวิวัฒน์แห่งเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถจัดการกับระบบต่างๆภายในบ้านได้อย่างเบ็ดเสร็จเพียงปลายนิ้วสัมผัสชนิดที่เรียกบ้านหลังนั้นได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าคือSmart Home หรือบ้านอัจฉริยะนั่นเอง

เพราะเราสามารถควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆที่อยู่ภายในบ้านผ่านทางแอพพลิเคชันบนหน้าจอของTablet หรือSmart Phone ได้อย่างสะดวกแม้ว่าตัวเราจะไม่ได้อยู่ในบ้านก็ตาม

เป็นต้นว่าก่อนออกจากที่ทำงานหลังเสร็จงานตอนเย็นซึ่งจะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงถึงบ้านเราสามารถตั้งเวลาล่วงหน้าได้ว่าจะให้เครื่องปรับอากาศในโถงกลางของบ้านเปิดตอนไหนตั้งอุณหภูมิเอาไว้ที่ระดับใดขณะเดียวกันก็เลือกเปิดไฟแสงสว่างที่จุดใดเวลาไหนทั้งนอกบ้านและในบ้านก็ทำได้อย่างสะดวกเช่นกันจังเมื่อเดินทางกลับถึงบ้านทุกอย่างก็พร้อมตามต้องการเรียบร้อยแล้ว

หรือขณะอยู่บ้านตอนกลางวันแดดส่องเข้าบ้านมาทางด้านไ/หนก็สามารถสั่งให้ผ้าม่านด้านนั้นปิดได้เองโดยที่มิพักต้องเดินไปจัดการด้วยตนเองหรือในยามค่ำคืนจะปรับแสงสว่างภายในห้องให้สลัวรางหรือสว่างมากน้อยแค่ไหน  รวมทั้งจะเลือกสีแสงให้ออกไปตาม Mood & Tone ที่ต้องการให้เป็นแบบใด ณ เวลานั้น ก็ทำได้เพียงปลายนิ้วสัมผัสหน้าจอแบบ Touch Screen ดังว่าแค่นั้นเอง

ระบบต่างๆภายในบ้านอัจฉริยะในปัจจุบันนอกจากสามารถใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าประเภทต่างๆภายในบ้านได้อย่างสมบูรณ์แล้วยังทำงานผสมผสานกับระบบรักษาความปลอดภัยในบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยอีกทั้งยังแจ้งเตือนการบุกรุกให้ทราบได้ในทันทีที่เกิดเหตุไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดในโลกหากว่าการสื่อสารโทรคมนาคมสามารถติดต่อถันถึงแล้วระบบจะแจ้งให้รู้ถึงจุดเกิดเหตุบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตได้แบบReal Time

ไม่เพียงแต่สามารถป้องกันการบุกรุกจากภายนอกแม้การรุกล้ำก้าวล่วงจากภายในเองก็ยังแจ้งเตือนให้รู้ได้เช่นเราปิดห้องเอาไว้ไปพักผ่อนต่างจังหวัดแล้วมีใครในบ้านที่สามารถเปิดห้องได้เข้าไปภายในระบบที่ติดตั้งอยู่ในห้องประเภทIP Camera ซึ่งนอกจากทำหน้าที่บันทึกแล้วยังสามารถตั้งค่าให้แจ้งเตือนได้เมื่อมีความเคลื่อนไหวภายในห้องก็จะเตือนให้รู้พร้อมแสดงภาพผ่านหน้าจอให้เห็นได้ในทันทีว่ามีใครกำลังอยู่ในห้องส่วนตัวของเรา

หากจะแยกออกมาให้เห็นกันชัดๆระบบHome Automation ก็คงสามารถแยกเป็นประเภทต่างๆได้ประมาณนี้:

– ระบบควบคุมไฟฟ้าแสงสว่างทั้งภายนอกและภายในตัวบ้านโดยสามารถสั่งการให้เปิด/ปิดรวมทั้งปรับระดับความสว่างได้

-ระบบควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าอาทิเปิด/ปิดเครื่องปรับอากาศรวมทั้งสามารถปรับอุณหภูมิได้,เครื่องควบคุมการทำงานเปิด/ปิดผ้าม่านเป็นต้น

– ระบบบริหารพลังงานและพลังงานสำรองเช่นการสั่งให้เปิด/ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าได้เองโดยให้สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดอาทิไฟแสงสว่างหน้าบ้านจะปิดเองเมื่อฟ้าสว่างหรือเครื่องปรับอากาศจะทำงานเมื่ออุณหภูมิภายในห้องสูงถึงระดับที่กำหนดเอาไว้เป็นต้น

– ระบบความบันเทิงภายในบ้านไม่ว่าจะเป็นการดูหนังหรือฟังเพลงด้วยการStreaming ได้อย่างสะดวก

สุดท้ายก็น่าจะเป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่นอกจากจะแจ้งเตือนให้รับรู้ได้ทันทีที่เกิดเหตุแล้วยังสามารถเชื่อมต่อระบบไปยังเจ้าหน้าที่หรือบริษัทที่ให้บริการด้านรักษาความปลอดภัยได้อีกด้วย

หากจะเปรียบหลักการทำงานของระบบบ้านอัจฉริยะแล้วก็สามารถเปรียบได้ง่ายๆกับร่างกายของคนเราที่มีสมองเป็นศูนย์กลางในการรับรู้และสั่งการโดยที่สมองของเรารับรู้ได้ผ่านประสาทสัมผัสอันประกอบไปด้วยการเห็นรูปการรู้รสการได้กลิ่นการได้ยินเสียงและจากการจับต้องเมื่อรับรู้แล้วสมองก็จะสั่งการไปยังส่วนต่างๆของร่างกายอาทิแขนขาหรือปากที่ต้องการให้ทำงานเพื่อตอบสนองสัมผัสนั้นขณะที่บ้านอัจฉริยะก็จะมีอุปกรณ์จับสัญญาณต่างๆหรือตัวSensors ทำหน้าที่เหมือนประสาทสัมผัสแล้วถ่ายทอดสัญญาณที่จับได้ไปยังสมองซึ่งก็คือระบบควบคุมกลางจากนั้นระบบก็จะสั่งการให้อุปกรณ์ต่างๆภายในบ้านทำงานต่อไป

โดยหลักการทำงานของSmart Home นั้นระบบควบคุมกลางจะเชื่อมต่อกับModem หรือRouter ผ่านระบบเครือข่ายของLAN หรือInternet ในการแปลงสัญญาณไปยังอุปกรณ์แสดงผลไม่ว่าจะเป็นSmart Phone, Tablet หรือPC ที่เราใช้ในการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆภายในบ้านซึ่งทำงานร่วมกันแบบไร้สายนั้นเองจึงทำให้เราสามารถควบคุมอุปกรณ์นั้นๆจากที่ไหนก็ได้

อย่างไรก็ตามการทำงานเชื่อมต่อระบบInternet และผ่านสัญญาณWi-Fi นั้นแม้จะสามารถส่งข้อมูลได้คราวละมากๆแต่ก็สิ้นเปลืองพลังงานมากนั้นเองที่เมื่อทศวรรษที่ผ่านมา (ปีค.ศ. 2008) จึงได้มีการพัฒนาระบบส่งสัญญาณชนิดใหม่ขึ้นมาเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านคลื่นวิทยุที่ออกแบบมาสำหรับใช้ในการควบคุมตรวจสอบและอ่านค่าสถานะต่างๆภายในบ้านหรือภายในองค์กรที่มีขนาดพื้นที่ไม่ใหญ่โตนักเรียกว่าZ-Wave Technology และได้มีการก่อตั้งเครือข่ายพันธมิตรหรือ ZWAVE Alliance ที่มีบริษัทผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้ารายใหญ่ทั่วโลกเข้าร่วมกว่า300 รายและมีอุปกรณ์ที่ได้รับการจดทะเบียนรับรองคุณภาพการทำงานตามมาตฐาน Z-Wave Certified แล้วมากกว่าพันรายการ

ประโยชน์หรือข้อดีของการใช้เทคโนโลยีZ-Wave ในระบบการส่งสัญญาณนอกจากจะช่วยประหยัดพลังงาน(พูดง่ายๆก็คือช่วยให้แบ็ตฯไม่หมดไว) แล้วยังสามารถสร้างโครงข่ายแบบMesh Network (ที่ช่วยให้การเชื่อมต่อแบบไร้สายทำได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย) ได้อีกทั้งยังช่วยให้แต่ละอุปกรณ์สามารถส่งต่อสัญญาณกันเองหรือSignal Forwarding ได้ด้วย

ปัจจุบันอุปกรณ์ที่ออกแบบมาสำหรับใช้งานในระบบHome Automation อันจะทำให้บ้านเป็นแบบSmart Home นั้นมีให้เลือกมากกว่ามากรวมทั้งมีหลากหลายระบบที่สามารถออกแบบให้ควบคุมการทำงานณจุดต่างๆภายในบ้านได้ตามต้องการหรือตามความเหมาะสมของงบประมาณที่ตั้งเอาไว้

ทั้งนี้ในบ้านเราเวลานี้มีบริษัทรับออกแบบวางระบบให้กับSmart Home ให้เลือกมากมายเช่นกันครับ

Showroom

Private Ville 19/37 Huamark Road , Huamark , Bangkapi , Bangkok 10240 , Thailand

Open:

Monday-Satureday

(11.00-19.00)

080-0804858

02-115-2088

Social & Chat

ข่าว : Home Automation

โดย : พิพัฒน์ คคะนาท

หลังจากเทคโนโลยีดิจิทัลเดินทางสู่จุดหมายปลายทางอันสมบูรณ์พร้อม ซึ่งน่าจะสักประมาณสองทศวรรษที่ผ่านมา จำได้ว่าช่วงนั้นงาน CES (Consumer Electronics Show) งานแสดงผลิตภัณฑ์อีเล็คทรอนิคส์เพื่อผู้บริโภคที่ใหญ่สุดของโลก ซึ่งจัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา ยังจัดกันปีละสองครั้ง เป็น Winter CES ที่ลาสเวกัส ประมาณสัปดาห์แรกของมกราคม กับ Summer CES ที่ชิคาโก ช่วงประมาณเดือนพฤษภา’ แต่จำไม่ได้ว่าเป็นช่วงปีใด และงานไหน ที่ CES ประกาศแนวคิดการจัดงานครั้งนั้นว่า Digital Destination ทำให้สังเกตความเคลื่อนไหวในแวดวงอีเล็คทรินิคส์ได้ว่า หลังจากนั้นเป็นต้นมามีผลิตภัณฑ์อันน่าทึ่งนานาประเภทหลั่งไหลออกมาให้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง

และจากนั้นอีกไม่นานเมื่อก้าวล่วงมาถึงยุคของการควบรวมทางด้านดิจิทัลหรือDigital Convergence ผลิตภัณฑ์อันน่าทึ่งนานาที่ว่ายิ่งสามารถทำงานได้หลายหลากมากประโยชน์ยิ่งขึ้นไปอีก

ทำให้เมื่อมาถึงวันนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรในชีวิตประจำวันของผู้คนอีกแล้วกระมังที่มิอาจเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

และระบบHome Automation ก็เป็นอีกหนึ่งผลพวงของวิวัฒน์แห่งเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถจัดการกับระบบต่างๆภายในบ้านได้อย่างเบ็ดเสร็จเพียงปลายนิ้วสัมผัสชนิดที่เรียกบ้านหลังนั้นได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าคือSmart Home หรือบ้านอัจฉริยะนั่นเอง

เพราะเราสามารถควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆที่อยู่ภายในบ้านผ่านทางแอพพลิเคชันบนหน้าจอของTablet หรือSmart Phone ได้อย่างสะดวกแม้ว่าตัวเราจะไม่ได้อยู่ในบ้านก็ตาม

เป็นต้นว่าก่อนออกจากที่ทำงานหลังเสร็จงานตอนเย็นซึ่งจะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงถึงบ้านเราสามารถตั้งเวลาล่วงหน้าได้ว่าจะให้เครื่องปรับอากาศในโถงกลางของบ้านเปิดตอนไหนตั้งอุณหภูมิเอาไว้ที่ระดับใดขณะเดียวกันก็เลือกเปิดไฟแสงสว่างที่จุดใดเวลาไหนทั้งนอกบ้านและในบ้านก็ทำได้อย่างสะดวกเช่นกันจังเมื่อเดินทางกลับถึงบ้านทุกอย่างก็พร้อมตามต้องการเรียบร้อยแล้ว

หรือขณะอยู่บ้านตอนกลางวันแดดส่องเข้าบ้านมาทางด้านไ/หนก็สามารถสั่งให้ผ้าม่านด้านนั้นปิดได้เองโดยที่มิพักต้องเดินไปจัดการด้วยตนเองหรือในยามค่ำคืนจะปรับแสงสว่างภายในห้องให้สลัวรางหรือสว่างมากน้อยแค่ไหน  รวมทั้งจะเลือกสีแสงให้ออกไปตาม Mood & Tone ที่ต้องการให้เป็นแบบใด ณ เวลานั้น ก็ทำได้เพียงปลายนิ้วสัมผัสหน้าจอแบบ Touch Screen ดังว่าแค่นั้นเอง

ระบบต่างๆภายในบ้านอัจฉริยะในปัจจุบันนอกจากสามารถใช้ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าประเภทต่างๆภายในบ้านได้อย่างสมบูรณ์แล้วยังทำงานผสมผสานกับระบบรักษาความปลอดภัยในบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยอีกทั้งยังแจ้งเตือนการบุกรุกให้ทราบได้ในทันทีที่เกิดเหตุไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดในโลกหากว่าการสื่อสารโทรคมนาคมสามารถติดต่อถันถึงแล้วระบบจะแจ้งให้รู้ถึงจุดเกิดเหตุบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตได้แบบReal Time

ไม่เพียงแต่สามารถป้องกันการบุกรุกจากภายนอกแม้การรุกล้ำก้าวล่วงจากภายในเองก็ยังแจ้งเตือนให้รู้ได้เช่นเราปิดห้องเอาไว้ไปพักผ่อนต่างจังหวัดแล้วมีใครในบ้านที่สามารถเปิดห้องได้เข้าไปภายในระบบที่ติดตั้งอยู่ในห้องประเภทIP Camera ซึ่งนอกจากทำหน้าที่บันทึกแล้วยังสามารถตั้งค่าให้แจ้งเตือนได้เมื่อมีความเคลื่อนไหวภายในห้องก็จะเตือนให้รู้พร้อมแสดงภาพผ่านหน้าจอให้เห็นได้ในทันทีว่ามีใครกำลังอยู่ในห้องส่วนตัวของเรา

หากจะแยกออกมาให้เห็นกันชัดๆระบบHome Automation ก็คงสามารถแยกเป็นประเภทต่างๆได้ประมาณนี้:

– ระบบควบคุมไฟฟ้าแสงสว่างทั้งภายนอกและภายในตัวบ้านโดยสามารถสั่งการให้เปิด/ปิดรวมทั้งปรับระดับความสว่างได้

-ระบบควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าอาทิเปิด/ปิดเครื่องปรับอากาศรวมทั้งสามารถปรับอุณหภูมิได้,เครื่องควบคุมการทำงานเปิด/ปิดผ้าม่านเป็นต้น

– ระบบบริหารพลังงานและพลังงานสำรองเช่นการสั่งให้เปิด/ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าได้เองโดยให้สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนดอาทิไฟแสงสว่างหน้าบ้านจะปิดเองเมื่อฟ้าสว่างหรือเครื่องปรับอากาศจะทำงานเมื่ออุณหภูมิภายในห้องสูงถึงระดับที่กำหนดเอาไว้เป็นต้น

– ระบบความบันเทิงภายในบ้านไม่ว่าจะเป็นการดูหนังหรือฟังเพลงด้วยการStreaming ได้อย่างสะดวก

สุดท้ายก็น่าจะเป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่นอกจากจะแจ้งเตือนให้รับรู้ได้ทันทีที่เกิดเหตุแล้วยังสามารถเชื่อมต่อระบบไปยังเจ้าหน้าที่หรือบริษัทที่ให้บริการด้านรักษาความปลอดภัยได้อีกด้วย

หากจะเปรียบหลักการทำงานของระบบบ้านอัจฉริยะแล้วก็สามารถเปรียบได้ง่ายๆกับร่างกายของคนเราที่มีสมองเป็นศูนย์กลางในการรับรู้และสั่งการโดยที่สมองของเรารับรู้ได้ผ่านประสาทสัมผัสอันประกอบไปด้วยการเห็นรูปการรู้รสการได้กลิ่นการได้ยินเสียงและจากการจับต้องเมื่อรับรู้แล้วสมองก็จะสั่งการไปยังส่วนต่างๆของร่างกายอาทิแขนขาหรือปากที่ต้องการให้ทำงานเพื่อตอบสนองสัมผัสนั้นขณะที่บ้านอัจฉริยะก็จะมีอุปกรณ์จับสัญญาณต่างๆหรือตัวSensors ทำหน้าที่เหมือนประสาทสัมผัสแล้วถ่ายทอดสัญญาณที่จับได้ไปยังสมองซึ่งก็คือระบบควบคุมกลางจากนั้นระบบก็จะสั่งการให้อุปกรณ์ต่างๆภายในบ้านทำงานต่อไป

โดยหลักการทำงานของSmart Home นั้นระบบควบคุมกลางจะเชื่อมต่อกับModem หรือRouter ผ่านระบบเครือข่ายของLAN หรือInternet ในการแปลงสัญญาณไปยังอุปกรณ์แสดงผลไม่ว่าจะเป็นSmart Phone, Tablet หรือPC ที่เราใช้ในการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆภายในบ้านซึ่งทำงานร่วมกันแบบไร้สายนั้นเองจึงทำให้เราสามารถควบคุมอุปกรณ์นั้นๆจากที่ไหนก็ได้

อย่างไรก็ตามการทำงานเชื่อมต่อระบบInternet และผ่านสัญญาณWi-Fi นั้นแม้จะสามารถส่งข้อมูลได้คราวละมากๆแต่ก็สิ้นเปลืองพลังงานมากนั้นเองที่เมื่อทศวรรษที่ผ่านมา (ปีค.ศ. 2008) จึงได้มีการพัฒนาระบบส่งสัญญาณชนิดใหม่ขึ้นมาเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านคลื่นวิทยุที่ออกแบบมาสำหรับใช้ในการควบคุมตรวจสอบและอ่านค่าสถานะต่างๆภายในบ้านหรือภายในองค์กรที่มีขนาดพื้นที่ไม่ใหญ่โตนักเรียกว่าZ-Wave Technology และได้มีการก่อตั้งเครือข่ายพันธมิตรหรือ ZWAVE Alliance ที่มีบริษัทผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้ารายใหญ่ทั่วโลกเข้าร่วมกว่า300 รายและมีอุปกรณ์ที่ได้รับการจดทะเบียนรับรองคุณภาพการทำงานตามมาตฐาน Z-Wave Certified แล้วมากกว่าพันรายการ

ประโยชน์หรือข้อดีของการใช้เทคโนโลยีZ-Wave ในระบบการส่งสัญญาณนอกจากจะช่วยประหยัดพลังงาน(พูดง่ายๆก็คือช่วยให้แบ็ตฯไม่หมดไว) แล้วยังสามารถสร้างโครงข่ายแบบMesh Network (ที่ช่วยให้การเชื่อมต่อแบบไร้สายทำได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย) ได้อีกทั้งยังช่วยให้แต่ละอุปกรณ์สามารถส่งต่อสัญญาณกันเองหรือSignal Forwarding ได้ด้วย

ปัจจุบันอุปกรณ์ที่ออกแบบมาสำหรับใช้งานในระบบHome Automation อันจะทำให้บ้านเป็นแบบSmart Home นั้นมีให้เลือกมากกว่ามากรวมทั้งมีหลากหลายระบบที่สามารถออกแบบให้ควบคุมการทำงานณจุดต่างๆภายในบ้านได้ตามต้องการหรือตามความเหมาะสมของงบประมาณที่ตั้งเอาไว้

ทั้งนี้ในบ้านเราเวลานี้มีบริษัทรับออกแบบวางระบบให้กับSmart Home ให้เลือกมากมายเช่นกันครับ

โชว์รูม

หมู่บ้านไพรเวทวิลล์ 19/37 ถนน หัวหมาก แขวง หัวหมาก เขต บางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240

เปิดทำการ:

เปิดทำการ

(11.00-19.00)

080-0804858

02-115-2088

Social & Chat