News : Cinema Sound System - พิพัฒน์ คคะนาท

By : พิพัฒน์ คคะนาท

น่าจะไม่ค่อยคุ้นหรืออาจจะถึงกับไม่เคยได้ยินกันมาก่อนเลยก็ได้ กับคำที่ผมนำมาจ่าไว้เป็นหัวเรื่องเที่ยวนี้ เนื่องเพราะผู้คนส่วนใหญ่จะคุ้นชิน หรือคุ้นหู กับคำว่า Home Theatre หรือไม่ก็เป็นคำ Home Cinema ในความหมายที่รับรู้กันว่าคือการจำลองระบบเสียงในโรงภาพยนตร์มาไว้ในบ้าน, มากกว่า และหากจะว่ากันเบื้องต้นแล้ว ความหมายของคำที่ผมนำมาเพื่อจะพูดคุยด้วยเที่ยวนี้ ก็มิได้ต่างไปสักกี่มากน้อยจากความหมายที่รับรู้กันเป็นส่วนใหญ่นั่นแหละครับ

คือเป็นระบบเสียงที่ใช้ในโรงภาพยนตร์แต่นำมาเล่นกันที่บ้านแทน เพียงแต่ในความหมายนั้นมันมีความลึกมากกว่าที่คุ้นชินกันอยู่พอประมาณ

เรื่องของเรื่องที่มาที่ไปของคำข้างต้นนั้น มันเริ่มจากวันหนึ่งมีน้องนุ่งชวนให้ไปฟังระบบเสียงที่ห้องโชว์ของผู้นำเข้ารายหนึ่ง ที่แม้จะเพิ่งดำเนินธุรกิจมาได้ประมาณสองปีกว่าไม่ถึงสามปีดี แต่ก็ทราบว่านำเข้าสินค้าคุณภาพระดับ Super Hi-End จากฝั่งยุโรปมาอย่างเอาการเอางานดี ทั้งเครื่อง ทั้งลำโพง รวมทั้งอุปกรณ์ประกอบจำพวก Accessories สำหรับใช้ในการเล่นเครื่องเสียง อาทิ ขาตั้งลำโพง แท่นรองเครื่อง สายนำสัญญาณประเภทต่างๆ รวมทั้งเครื่องกรองไฟฟ้า ที่หากจะนับรวมๆ กันแล้ว น่าจะมีสักสิบแบรนด์เห็นจะได้

ผมเองก็เคยได้ฟังเครื่อง ฟังลำโพง บางรุ่น บางซิสเต็มของเขามาบ้างแบบผ่านๆ ต่างกรรมต่างวาระกันไป แต่ไม่เคยไปถึงร้านรวงหรือห้องฟังในโชว์รูมของเขาสักหน กระทั่งถูกชวนไปหนแรกเมื่อไม่นานเดือนที่ผ่านมานี่เอง

ก่อนจะไปก็บอกตัวเองว่าดีเหมือนกัน เพราะจะได้ฟังทั้งเครื่องและลำโพงของค่ายนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวสักหน เพราะที่ผ่านๆ มา ยังไม่สบโอกาสแบบได้ลงไปถึงรายละเอียดอะไรบ้างเลย

ทว่า, เมื่อไปถึง หลังผลักบานประตูกระจกเข้าไป หันไปทางซ้ายมือหน้าประตูทางเข้าห้องลองเสียง ผมให้สะดุดตากับป้ายด้านหน้าที่เขียนเอาไว้ว่า Cinema Sound System by Karp Audio พร้อมๆ กับรู้สึกสะดุดใจอยู่เรื่องสองเรื่องด้วยกัน เรื่องแรกนั้นแน่นอนว่าเป็นเพราะรับรู้มาตลอด ว่าที่นี่เขาทำแต่ระบบ 2-Channel แบบเน้นๆ นี่นา แล้วย่างเข้ามาในแวดวง Multi-Ch ด้วยตั้งแต่เมื่อไรกัน

แต่ที่สะดุดใจมากๆ ก็คือคำ Cinema Sound System นั่นแหละครับ เพราะไม่เคยเห็นมาก่อนจากร้านค้าแห่งไหน นอกจากคลับคล้ายคลับคลา หรือว่าพอจะนึกออกเป็นเงาๆ ถึงสมัยก่อน ครั้งที่ยังออกเดินสายไปดูงานที่เมืองฝรั่งปีละสองสามครั้งทั้งทางฝั่งยุโรป และอเมริกา ที่พอจะเห็นคำอะไรทำนองนี้อยู่บ้าง รวมทั้งยังจำได้ถึงคำ Voice of the Theater ที่ลำโพงค่าย Altec Lansing (ค่ายพี่ค่ายน้องกับลำโพง JBL ที่มาจากอักษรตัวหน้าของชื่อ James Bullough Lancing) นำมาใช้เป็นสโลแกนในการทำโฆษณา ซึ่งมักคุ้นกับวลีนี้มาตั้งแต่ยุคที่ระบบเสียงแบบ Home Theatre ยังไม่แจ้งเกิด หรือเป็นที่รู้จักกันด้วยซ้ำไป

(กล่าวคือสมัยสักสี่ซ้าห้าสิบปีก่อนนั้น โรงภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกามักจะใช้ลำโพง Altec Lansing กันเป็นส่วนใหญ่ ฝ่ายการตลาดของบริษัทก็เลยนำจุดเด่นนี้มาใช้ในการโฆษณาขายลำโพงบ้าน ด้วยการชูเป็นสโลแกนหลักไปเสียเลย)

จึงเมื่อมาเห็น Cinema Sound System ที่นี่เข้า ความรู้สึกและกลิ่นอายของบรรยากาศขณะยังทำหน้าที่ใคร่รู้ใคร่เห็นตามวิชาชีพได้วาบเข้ามาในใจทันที ด้วยระยะหลังๆ มิใคร่พบเห็นอะไรแล้วทำให้เกิดอาการตื่นตัวในความตื่นรู้เช่นนี้มานานนักหนาแล้วนั่นเองครับ

หลังจากพูดคุยกันไปได้ไม่กี่มากน้อย จึงได้ทราบว่าที่น้องนุ่งเขาชวนมาฟังก็คือระบบเสียงในแบบ Cinema Sound System นี่แหละครับ เพราะเห็นว่ายังไม่มีใครนำระบบเสียงเช่นนี้เข้ามาทำในตลาดบ้านเรามาก่อนเลย กล่าวคือส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดก็ว่าได้ในตลาดระบบเสียงแบบ Home Theatre System ที่ใครต่อใครรู้จัก ก็มักจะคุ้นกันกับความจริงที่ว่าไม่ว่าจะเป็นเครื่องเสียง ตลอดจนลำโพง และอุปกรณ์ข้องเกี่ยว เพื่อการเล่นระบบภาพและเสียงที่เสมือนจำลองเสียงจากโรงภาพยนตร์เข้ามาไว้ในบ้านนั้น ทั้งหมดจะเป็นอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบและผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในบ้าน หรือเป็นอุปกรณ์ในกลุ่ม Home Used ทั้งสิ้น

อาจจะมีบ้างบางชิ้นที่เป็นอุปกรณ์ระดับ Professional Used แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด หรือทั้งซิสเต็มแบบเต็มระบบ ดังที่เพิ่งรับรู้ว่าอุปกรณ์หลักทั้งหมดที่ใช้ในห้องของที่นี่ ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องโปร’ ที่ใช้อยู่ในโรงหนังจริงๆ เพียงแต่ลดจำนวนลง รวมทั้งลดขนาดของรุ่น เพื่อให้สามารถนำเข้ามาใช้กับขนาดห้องภายในบ้านได้อย่างลงตัวนั่นเอง

เมื่อได้รับรู้ถึงที่มาที่ไปเบื้องต้นแล้วนั่นแหละครับ ผมจึงคลายความตื่นรู้ไปได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ยังใคร่รู้ต่อไปว่า, แล้วข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมด โดยเฉพาะเครื่องหลักๆ อย่างโพรเซสเซอร์ แอมปลิไฟเออร์ และลำโพง กอปรไปด้วยอะไร มากันจากที่ไหนบ้าง ก่อนที่สุดท้ายแล้วก็คือใคร่รู้ว่าแล้วสุ้มเสียงที่ให้ออกมานั้นเป็นอย่างไร

แต่ก่อนที่จะไปว่ากันถึงอะไรต่อ ผมใคร่ขอบอกกล่าวภาพรวมกว้างๆ ของระบบเสียงในโรงภาพยนตร์ส่วนใหญ่ที่ใช้ หรือมีรูปแบบที่เป็นเหมือนๆ กันก่อนนะครับ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับลำโพงทั้งในแง่ของระบบและตำแหน่งการวาง

โดยระบบลำโพงที่ถูกเลือกใช้ในโรงภาพยนตร์มาแต่ไหนแต่ไร ส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบ Horn Load หรือที่เรียกกันติดปากว่าลำโพงฮอร์น คุณสมบัติเด่นประการหนึ่งของลำโพงประเภทนี้ก็คือ มีประสิทธิภาพ (Efficiency) หรือมีค่าความไว (Sensitivity) ที่ค่อนข้างสูงมาก จึงไม่ต้องการกำลังขับจากแอมป์สักเท่าไรนัก และสามารถให้เสียงออกมาได้ที่ระดับความดังมากๆ เพราะปากฮอร์นนั้นตามหลักการทางด้านอะคูสติคแล้ว จะมีส่วนช่วยในการทำหน้าที่เพิ่มความดังของเสียง รวมทั้งทำหน้าที่ในการควบคุมทิศทางของการกระจายเสียงด้วย โดยความดังที่ให้ออกมานั้นมีความพร่าเพี้ยนค่อนข้างต่ำ ขณะที่ภาพรวมของเสียงจะมีไดนามิคและอิมแพ็คท์ที่ดีมาก

นักเล่นเครื่องเสียงหลายๆ คนให้ความเห็นคล้ายๆ กัน ว่ากังวานเสียงดนตรีที่ให้ออกมาจากเครื่องเป่า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องลมไม้ (Woodwind) หรือเครื่องทองเหลือง (Brass) จะมีความสุนทรีย์ของความเป็นดนตรี (Musicality) ที่น่าฟังมาก รวมทั้งทั้งเสียงพูด และเสียงร้อง ที่มีความเป็นธรรมชาติอย่างสมจริง

หลายๆ เสียงบอกว่าเสียงลมที่ผ่านลำคอ และผ่านริมฝีปากของนักร้องออกมานี่ มีความชัดเจน เสมือนจริง แบบได้อารมณ์อย่างสุดๆ ไปเลยนั่นเทียว

เที่ยวหน้าขอพูดคุยเรื่องนี้ต่ออีกสักหน่อยครับ

By : พิพัฒน์ คคะนาท

Showroom

Private Ville 19/37 (Between Huamark 11 and 13) Huamark Road , Huamark , Bangkapi , Bangkok 10240 , Thailand

Open:

Monday-Satureday

(11.00-19.00)

080-0804858 , 098-209-5994

02-115-2088

Social & Chat

ข่าว : Cinema Sound System - พิพัฒน์ คคะนาท

โดย : พิพัฒน์ คคะนาท

น่าจะไม่ค่อยคุ้นหรืออาจจะถึงกับไม่เคยได้ยินกันมาก่อนเลยก็ได้ กับคำที่ผมนำมาจ่าไว้เป็นหัวเรื่องเที่ยวนี้ เนื่องเพราะผู้คนส่วนใหญ่จะคุ้นชิน หรือคุ้นหู กับคำว่า Home Theatre หรือไม่ก็เป็นคำ Home Cinema ในความหมายที่รับรู้กันว่าคือการจำลองระบบเสียงในโรงภาพยนตร์มาไว้ในบ้าน, มากกว่า และหากจะว่ากันเบื้องต้นแล้ว ความหมายของคำที่ผมนำมาเพื่อจะพูดคุยด้วยเที่ยวนี้ ก็มิได้ต่างไปสักกี่มากน้อยจากความหมายที่รับรู้กันเป็นส่วนใหญ่นั่นแหละครับ

คือเป็นระบบเสียงที่ใช้ในโรงภาพยนตร์แต่นำมาเล่นกันที่บ้านแทน เพียงแต่ในความหมายนั้นมันมีความลึกมากกว่าที่คุ้นชินกันอยู่พอประมาณ

เรื่องของเรื่องที่มาที่ไปของคำข้างต้นนั้น มันเริ่มจากวันหนึ่งมีน้องนุ่งชวนให้ไปฟังระบบเสียงที่ห้องโชว์ของผู้นำเข้ารายหนึ่ง ที่แม้จะเพิ่งดำเนินธุรกิจมาได้ประมาณสองปีกว่าไม่ถึงสามปีดี แต่ก็ทราบว่านำเข้าสินค้าคุณภาพระดับ Super Hi-End จากฝั่งยุโรปมาอย่างเอาการเอางานดี ทั้งเครื่อง ทั้งลำโพง รวมทั้งอุปกรณ์ประกอบจำพวก Accessories สำหรับใช้ในการเล่นเครื่องเสียง อาทิ ขาตั้งลำโพง แท่นรองเครื่อง สายนำสัญญาณประเภทต่างๆ รวมทั้งเครื่องกรองไฟฟ้า ที่หากจะนับรวมๆ กันแล้ว น่าจะมีสักสิบแบรนด์เห็นจะได้

ผมเองก็เคยได้ฟังเครื่อง ฟังลำโพง บางรุ่น บางซิสเต็มของเขามาบ้างแบบผ่านๆ ต่างกรรมต่างวาระกันไป แต่ไม่เคยไปถึงร้านรวงหรือห้องฟังในโชว์รูมของเขาสักหน กระทั่งถูกชวนไปหนแรกเมื่อไม่นานเดือนที่ผ่านมานี่เอง

ก่อนจะไปก็บอกตัวเองว่าดีเหมือนกัน เพราะจะได้ฟังทั้งเครื่องและลำโพงของค่ายนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวสักหน เพราะที่ผ่านๆ มา ยังไม่สบโอกาสแบบได้ลงไปถึงรายละเอียดอะไรบ้างเลย

ทว่า, เมื่อไปถึง หลังผลักบานประตูกระจกเข้าไป หันไปทางซ้ายมือหน้าประตูทางเข้าห้องลองเสียง ผมให้สะดุดตากับป้ายด้านหน้าที่เขียนเอาไว้ว่า Cinema Sound System by Karp Audio พร้อมๆ กับรู้สึกสะดุดใจอยู่เรื่องสองเรื่องด้วยกัน เรื่องแรกนั้นแน่นอนว่าเป็นเพราะรับรู้มาตลอด ว่าที่นี่เขาทำแต่ระบบ 2-Channel แบบเน้นๆ นี่นา แล้วย่างเข้ามาในแวดวง Multi-Ch ด้วยตั้งแต่เมื่อไรกัน

แต่ที่สะดุดใจมากๆ ก็คือคำ Cinema Sound System นั่นแหละครับ เพราะไม่เคยเห็นมาก่อนจากร้านค้าแห่งไหน นอกจากคลับคล้ายคลับคลา หรือว่าพอจะนึกออกเป็นเงาๆ ถึงสมัยก่อน ครั้งที่ยังออกเดินสายไปดูงานที่เมืองฝรั่งปีละสองสามครั้งทั้งทางฝั่งยุโรป และอเมริกา ที่พอจะเห็นคำอะไรทำนองนี้อยู่บ้าง รวมทั้งยังจำได้ถึงคำ Voice of the Theater ที่ลำโพงค่าย Altec Lansing (ค่ายพี่ค่ายน้องกับลำโพง JBL ที่มาจากอักษรตัวหน้าของชื่อ James Bullough Lancing) นำมาใช้เป็นสโลแกนในการทำโฆษณา ซึ่งมักคุ้นกับวลีนี้มาตั้งแต่ยุคที่ระบบเสียงแบบ Home Theatre ยังไม่แจ้งเกิด หรือเป็นที่รู้จักกันด้วยซ้ำไป

(กล่าวคือสมัยสักสี่ซ้าห้าสิบปีก่อนนั้น โรงภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกามักจะใช้ลำโพง Altec Lansing กันเป็นส่วนใหญ่ ฝ่ายการตลาดของบริษัทก็เลยนำจุดเด่นนี้มาใช้ในการโฆษณาขายลำโพงบ้าน ด้วยการชูเป็นสโลแกนหลักไปเสียเลย)

จึงเมื่อมาเห็น Cinema Sound System ที่นี่เข้า ความรู้สึกและกลิ่นอายของบรรยากาศขณะยังทำหน้าที่ใคร่รู้ใคร่เห็นตามวิชาชีพได้วาบเข้ามาในใจทันที ด้วยระยะหลังๆ มิใคร่พบเห็นอะไรแล้วทำให้เกิดอาการตื่นตัวในความตื่นรู้เช่นนี้มานานนักหนาแล้วนั่นเองครับ

หลังจากพูดคุยกันไปได้ไม่กี่มากน้อย จึงได้ทราบว่าที่น้องนุ่งเขาชวนมาฟังก็คือระบบเสียงในแบบ Cinema Sound System นี่แหละครับ เพราะเห็นว่ายังไม่มีใครนำระบบเสียงเช่นนี้เข้ามาทำในตลาดบ้านเรามาก่อนเลย กล่าวคือส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดก็ว่าได้ในตลาดระบบเสียงแบบ Home Theatre System ที่ใครต่อใครรู้จัก ก็มักจะคุ้นกันกับความจริงที่ว่าไม่ว่าจะเป็นเครื่องเสียง ตลอดจนลำโพง และอุปกรณ์ข้องเกี่ยว เพื่อการเล่นระบบภาพและเสียงที่เสมือนจำลองเสียงจากโรงภาพยนตร์เข้ามาไว้ในบ้านนั้น ทั้งหมดจะเป็นอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบและผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในบ้าน หรือเป็นอุปกรณ์ในกลุ่ม Home Used ทั้งสิ้น

อาจจะมีบ้างบางชิ้นที่เป็นอุปกรณ์ระดับ Professional Used แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด หรือทั้งซิสเต็มแบบเต็มระบบ ดังที่เพิ่งรับรู้ว่าอุปกรณ์หลักทั้งหมดที่ใช้ในห้องของที่นี่ ล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องโปร’ ที่ใช้อยู่ในโรงหนังจริงๆ เพียงแต่ลดจำนวนลง รวมทั้งลดขนาดของรุ่น เพื่อให้สามารถนำเข้ามาใช้กับขนาดห้องภายในบ้านได้อย่างลงตัวนั่นเอง

เมื่อได้รับรู้ถึงที่มาที่ไปเบื้องต้นแล้วนั่นแหละครับ ผมจึงคลายความตื่นรู้ไปได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ยังใคร่รู้ต่อไปว่า, แล้วข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมด โดยเฉพาะเครื่องหลักๆ อย่างโพรเซสเซอร์ แอมปลิไฟเออร์ และลำโพง กอปรไปด้วยอะไร มากันจากที่ไหนบ้าง ก่อนที่สุดท้ายแล้วก็คือใคร่รู้ว่าแล้วสุ้มเสียงที่ให้ออกมานั้นเป็นอย่างไร

แต่ก่อนที่จะไปว่ากันถึงอะไรต่อ ผมใคร่ขอบอกกล่าวภาพรวมกว้างๆ ของระบบเสียงในโรงภาพยนตร์ส่วนใหญ่ที่ใช้ หรือมีรูปแบบที่เป็นเหมือนๆ กันก่อนนะครับ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับลำโพงทั้งในแง่ของระบบและตำแหน่งการวาง

โดยระบบลำโพงที่ถูกเลือกใช้ในโรงภาพยนตร์มาแต่ไหนแต่ไร ส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบ Horn Load หรือที่เรียกกันติดปากว่าลำโพงฮอร์น คุณสมบัติเด่นประการหนึ่งของลำโพงประเภทนี้ก็คือ มีประสิทธิภาพ (Efficiency) หรือมีค่าความไว (Sensitivity) ที่ค่อนข้างสูงมาก จึงไม่ต้องการกำลังขับจากแอมป์สักเท่าไรนัก และสามารถให้เสียงออกมาได้ที่ระดับความดังมากๆ เพราะปากฮอร์นนั้นตามหลักการทางด้านอะคูสติคแล้ว จะมีส่วนช่วยในการทำหน้าที่เพิ่มความดังของเสียง รวมทั้งทำหน้าที่ในการควบคุมทิศทางของการกระจายเสียงด้วย โดยความดังที่ให้ออกมานั้นมีความพร่าเพี้ยนค่อนข้างต่ำ ขณะที่ภาพรวมของเสียงจะมีไดนามิคและอิมแพ็คท์ที่ดีมาก

นักเล่นเครื่องเสียงหลายๆ คนให้ความเห็นคล้ายๆ กัน ว่ากังวานเสียงดนตรีที่ให้ออกมาจากเครื่องเป่า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องลมไม้ (Woodwind) หรือเครื่องทองเหลือง (Brass) จะมีความสุนทรีย์ของความเป็นดนตรี (Musicality) ที่น่าฟังมาก รวมทั้งทั้งเสียงพูด และเสียงร้อง ที่มีความเป็นธรรมชาติอย่างสมจริง

หลายๆ เสียงบอกว่าเสียงลมที่ผ่านลำคอ และผ่านริมฝีปากของนักร้องออกมานี่ มีความชัดเจน เสมือนจริง แบบได้อารมณ์อย่างสุดๆ ไปเลยนั่นเทียว

เที่ยวหน้าขอพูดคุยเรื่องนี้ต่ออีกสักหน่อยครับ

By : พิพัฒน์ คคะนาท

โชว์รูม

หมู่บ้านไพรเวทวิลล์ 19/37 ( ระหว่างหัวหมากซอย 11 กับ หัวหมากซอย 13 ) ถนน หัวหมาก แขวง หัวหมาก เขต บางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240

เปิดทำการ:

เปิดทำการ

(11.00-19.00)

080-0804858 , 098-209-5994

02-115-2088

Social & Chat