News : Solid State vs Vacuum Tube

By : พิพัฒน์ คคะนาท

เรื่องหนึ่งที่มีข้อถกเถียงกันไม่มีที่สิ้นสุดในแวดวงเครื่องเสียงก็คือ เรื่องที่ว่าระหว่างแอมป์หลอดสุญญากาศ (Vacuum Tube Amplifier) กับแอมป์ทรานซิสเตอร์ที่ระยะหลังๆ มักใช้คำว่า Solid State Amplifier นั้น แบบไหนจะดีกว่ากัน ในความหมายที่ว่าให้เสียงออกมาดี (ซึ่งที่จริงก็คือ – เป็นที่น่าพอใจ) กว่า

คำตอบในเรื่องนี้หากพูดกันแบบตรงไปตรงมาโดยไม่มีอคติข้างใดข้างหนึ่งแล้วก็ต้องขอตอบว่าใครที่บอกว่าอะไรดีกว่านั้นต่างเอาตัวเองเป็นที่ตั้งทั้งสิ้น

ซึ่งนั้น, ก็หาได้เป็นเรื่องผิดแต่อย่างใดไม่

เพราะในการเล่นเครื่องเสียงเพื่อต้องการเข้าถึงความสุนทรีย์ของเสียงดนตรีนั้นเป็นเรื่องของความชอบเชิงนามธรรมที่เป็นส่วนตัวเพราะหากทุกคนที่เล่นเครื่องเสียงมีความชอบเหมือนกันแล้วอย่าว่าแต่เรื่องแอมปลิไฟเออร์จะเป็นหลอดหรือโซลิดสเตทเลยทั้งโลกคงมีเพียงเครื่องเสียงชุดเดียวยี่ห้อเดียวเท่านั้นเองที่ใครต่อใครเลือกใช้แต่เพราะความชอบของคนเราไม่เหมือนกันนั่นเองที่ทำให้มีเครื่องเสียงและลำโพงตลอดจนอุปกรณ์ประกอบต่างๆในความหมายของAccessories ที่นำเข้ามาใช้ในซิสเต็มหรือในชุดเครื่องเสียงเพื่อเป็นการช่วยปรับปรุงคุณภาพเสียงให้ดีขึ้น (ตามความรู้สึกอันเป็นที่พอใจของผู้ที่พร้อมลงทุนกับสิ่งนั้นๆด้วย)อีกมากกว่ามากให้เลือกใช้เต็มไปหมด

สำคัญก็แต่เพียงว่าใครที่ว่าเป็นคนเล่นเครื่องเสียงนั้นจะค้นพบความชอบที่เป็นของตัวเองอย่างแท้จริงหรือเปล่าเท่านั้นเองหาใช่ชอบแบบคล้อยตามที่ใครต่อใครเขาพูดถึงแล้วคิดไปเองว่าตัวเองก็ชอบเสียงแบบนั้นด้วย

ครับ, หากคุณไม่สามารถค้นพบความชอบที่แท้จริงของคุณแล้วการเล่นเครื่องเสียงของคุณก็ไม่มีวันที่สิ้นสุดเพราะคุณจะมีจริตที่ไม่เป็นตัวของตัวเองคุณจะทึกทักเอาเองเมื่อได้ฟังเครื่องใหม่ๆลำโพงใหม่ๆที่ใครเขาพูดถึงว่ามันให้เสียงดีอย่างโน้นดีอย่างนั้นแล้วคุณก็มักจะเกิดจริตเห็นชอบคล้อยตามไปด้วยตลอดเวลา

การเล่นเครื่องเสียงที่สำคัญนั้นประการแรกเลยก็คือต้องรู้จักหรือค้นหาความชอบที่แท้จริงของตัวเองให้พบฟังคนอื่นได้อ่านที่ใครเขาเขียนหรือพูดถึงได้แต่อย่าเพิ่งเชื่อตามให้ลองไปฟังแล้วถามตัวเองว่าเรารู้สึกเหมือนที่เขาพูดเขาเขียนไหมหากพบว่าใช่ก็ต้องถามตัวเองว่าแล้วนั้นมันเป็นเสียงแบบที่เราชอบด้วยหรือเปล่าแต่หากพบว่าไม่ใช่ก็ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าฟังแล้วเรารู้สึกไม่ใช่เพราะเหตุใด

ฟังเครื่องหนึ่งแล้วก็ให้ฟังเครื่องอื่นๆเป็นการเปรียบเทียบด้วยเปรียบเทียบเพื่อบอกตัวเองให้ได้ว่าแต่ละเครื่องที่ได้ฟังนั้นเราชอบมันตรงไหนและมีตรงไหนบ้างที่ไม่ชอบเพราะทั้งเครื่องเสียงและลำโพงล้วนไม่มีเครื่องใดและคู่ไหนที่ให้เสียงออกมาได้สมบูรณ์แบบไปหมดต่างมีจุดเด่นจุดด้อยในตัวทั้งสิ้นและเมื่อฟังอะไรแล้วอย่าฟังแต่สิ่งที่เราได้ยินแล้วชอบเพียงอย่างเดียวให้ฟังดูด้วยว่าในสิ่งที่เราไม่ชอบซึ่งมันมีปนอยู่ด้วยนั้นเราพอจะรับมันได้แค่ไหน

เพราะบางครั้งอาจจะไปพบสิ่งที่ฟังเปรียบเทียบแล้วชอบใกล้เคียงกันให้ฟังต่อว่ามันมีความต่างของเสียงในสิ่งที่ไม่ชอบอย่างไรแล้วค่อยนำมาพิจารณาในภาพรวมอีกครั้งว่าเราจะอยู่กับชิ้นไหนได้อย่างมีความสุขมากกว่ากัน

กลับมาที่เรื่องของแอมป์หลอดกับแอมป์โซลิดสเตทกันต่อโดยขอ‘ตัดความชอบ’ ที่เป็นส่วนตัวซึ่งต้องมีอยู่แล้วตามวิสัยปุถุชน, ทิ้งไปครับ

สิ่งแรกที่เป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้‘บุคลิกเสียง’ ของแอมป์หลอดกับแอมป์โซลิดสเตทมีความแตกต่างกันก็คือหลักการทำงานครับแอมป์หลอดนั้นมีหลักการทำงานที่เป็นเทคโนโลยีอันถือกำเนิดขึ้นมาเกือบร้อยปีแล้วเห็นจะได้คือตั้งแต่ยุคสมัยที่ระบบเสียงแบบHi-Fi Stereo ยังไม่เกิดและดูเหมือนจะไม่มีวิวัฒนาการไปได้ไกลกว่านี้อีกแล้วต่างกับแอมป์โซลิดสเตทที่ดูจะสามารถพัฒนาต่อไปได้แบบไม่สิ้นสุดยิ่งปัจจุบันอยู่ในยุคสมัยของเทคโนโลยีดิจิทัลด้วยแล้วแอมป์โซลิดสเตทยังมีทีท่าว่าจะมีความก้าวหน้าต่อไป (ทางด้านเทคโนโลยี) ได้อีกมาก

ประเด็นหนึ่งของหลักการทำงานที่แตกต่างกันอย่างเป็นสำคัญก็คือในช่วงของการเปลี่ยนแปลงสัญญาณ (Switching Time) การทำงานของโซลิดสเตทมีประสิทธิภาพสูงกว่าการทำงานของเครื่องหลอดมากแบบต่างกันนับร้อยเท่าก็ว่าได้ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้เสียงในย่านความถี่ต่ำๆหรือเสียงเบสส์ของแอมป์หลอดนั้นฟังดูแล้วเหมือนไม่มีพลังเป็นเบสส์ที่อวบอ้วนฟังแล้วเหมือนเสียงที่อุ้ยอ้ายไร้เรี่ยวแรงซึ่งแตกต่างไปจากโซลิดสเตทที่ให้เบสส์ออกมาได้กระชับและเก็บตัวได้เร็วและนี้จะเป็นข้ออ้างแรกๆของฝ่ายโซลิดสเตทที่มักจะบอกว่าแอมป์แบบที่ตัวเองชอบให้เสียงดีกว่าโดยเฉพาะกับเสียงเบสส์

นอกจากนี้การเคลื่อนตัวของอีเล็คตรอนในหลอดนั้นช้ากว่าโซลิดสเตทมากจึงหากมีการเทียบกำลังขับที่เท่ากันแล้วแอมป์โซลิดสเตทจะทำงานกับการเกิดขึ้นของTransient หรือสัญญาณฉับพลันที่รวดเร็วเช่นเสียงฟาดกลองเสียงฟ้าผ่าเสียงกลุ่มเครื่องเคาะต่างๆอย่างฉาบฉิ่งได้อย่างรวดเร็วและสมจริงมากกว่าไม่อืดอาดยืดยาดหรือฟังดูอ้อยสร้อยเหมือนเสียงของเครื่องหลอด

และที่ภาคสุดท้ายของการทำงานในเครื่องหลอดก่อนส่งสัญญาณทางไฟฟ้าไปยังลำโพงเพื่อเปลี่ยนเป็นคลื่นเสียงอันได้แก่ Output Transformer นั้นส่วนใหญ่จะเป็นหม้อแปลงแบบพันขดลวด (เพราะใช้แรงดันไฟฟ้าสูงแต่ใช้กระแสไฟต่ำ  ขณะที่โซลิด สเตท นั้นตรงกันข้าม) ซึ่งมีผลกระทบต่อ Phase ที่มักจะมีความคลาดเคลื่อนแทบจะตลอดย่านความถี่ออดิโอ อันส่งผลให้มิติเสียงมีความพร่ามัว ในขณะที่เครื่องโซลิด สเตท ส่วนใหญ่ภาคการทำงานดังกล่าวแตกต่างออกไป ขณะทำงานจึงปลอดอาการที่เรียกว่า Phase Shift ที่เป็นสาเหตุให้มิติเสียงขาดความคมชัด รวมทั้งขดลวดเอาท์พุทนี่เอง ที่ทำให้เกิดการอิ่มตัวของสนามแม่เหล็ก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สัญญาณความถี่ต่ำๆ ไม่สามารถหลุดพ้นออกไปถึงขั้นตอนการทำงานของลำโพงได้

ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการที่ทำให้ฟังได้ว่าเบสส์ของแอมป์หลอดสู้เสียงเบสส์ของโซลิดสเตทไม่ได้จริงๆ

ครับ, จากที่กล่าวมาพอเป็นสังเขปกับภาพรวมกว้างๆทำให้ดูเหมือนว่าแอมป์หลอดไม่มีส่วนดีพอที่จะสามารถนำมาเทียบเคียงกับแอมป์โซลิดสเตทได้เลยแล้วทำไมจึงยังมีคนนิยมใน‘เสียงหลอด’กันอยู่อีกเล่า

คำตอบง่ายๆสั้นๆก็คือ ‘เสน่หา’ที่เกิดขึ้นมาจากความพร่าเพี้ยนเล็กๆตามธรรมชาติครับกล่าวคือการทำงานของเครื่องหลอดนั้นจะมี‘ความถี่ควบคู่ในสัญญาณเสียง’หรือที่เรียกว่าHarmonic เกิดขึ้นตลอดเวลาและไอ้เจ้าฮาร์โมนิคที่ว่านี้เองที่ฟังคล้ายเสน่ห์เสียงเพราะมันจะทำให้รู้สึกว่าน้ำเสียงนั้นอบอวลไปด้วยความอบอุ่นนุ่มนวลและฉ่ำหวานให้ความกลมกลืนของเสียงดนตรีโดยรวมที่มีความสุนทรีย์อันน่าฟังยิ่งทั้งๆที่จะว่าไปแล้วเหล่านั้นคือความเพี้ยนประการหนึ่งจึงทำให้ในมาตรฐานการออกแบบเครื่องเสียงต้องมีข้อกำหนดในการจำกัดค่าความเพี้ยนนั้นโดยรวมเอาไว้ด้วยซึ่งก็คือ Total Harmonic Distortion หรือTHD ในSpecification ของเครื่องนั่นเอง 

เป็นความพร่าเบลอร์อันนุ่มเนียนที่ชวนเสน่หาน่าฟังของเสียงที่หากเปรียบกับภาพถ่ายก็เสมือนภาพที่ถ่ายผ่านSoft Filter ซึ่งบางคนดูแล้วเห็นแล้วบอกว่ามันได้Feeling มากกว่าภาพที่มีความคมชัดและพรั่งพร้อมไปด้วยรายละเอียดเป็นไหนๆอะไรทำนองนั้นแหละครับ

ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปธรรมที่เห็นได้ด้วยตาหรือเรื่องของนามธรรมอย่างเสียงดนตรีที่ใช้ประสาทหูสัมผัสล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องความชอบที่เป็นส่วนตัวของแต่ละคนซึ่งย่อมแตกต่างกันไปเพราะฉะนั้นอย่าไปคล้อยตามลมปากหรือตัวหนังสือที่ใครเขาว่าอะไรดีอะไรด้อยกว่ากันเลยครับ

โดยเฉพาะเรื่องของเครื่องเสียงและเสียงดนตรีเชื่อหูตัวเองดีที่สุดครับ

 

Showroom

Private Ville 19/37 Huamark Road , Huamark , Bangkapi , Bangkok 10240 , Thailand

Open:

Monday-Satureday

(11.00-19.00)

080-0804858

02-115-2088

Social & Chat

ข่าว : Solid State vs Vacuum Tube

โดย : พิพัฒน์ คคะนาท

เรื่องหนึ่งที่มีข้อถกเถียงกันไม่มีที่สิ้นสุดในแวดวงเครื่องเสียงก็คือ เรื่องที่ว่าระหว่างแอมป์หลอดสุญญากาศ (Vacuum Tube Amplifier) กับแอมป์ทรานซิสเตอร์ที่ระยะหลังๆ มักใช้คำว่า Solid State Amplifier นั้น แบบไหนจะดีกว่ากัน ในความหมายที่ว่าให้เสียงออกมาดี (ซึ่งที่จริงก็คือ – เป็นที่น่าพอใจ) กว่า

คำตอบในเรื่องนี้หากพูดกันแบบตรงไปตรงมาโดยไม่มีอคติข้างใดข้างหนึ่งแล้วก็ต้องขอตอบว่าใครที่บอกว่าอะไรดีกว่านั้นต่างเอาตัวเองเป็นที่ตั้งทั้งสิ้น

ซึ่งนั้น, ก็หาได้เป็นเรื่องผิดแต่อย่างใดไม่

เพราะในการเล่นเครื่องเสียงเพื่อต้องการเข้าถึงความสุนทรีย์ของเสียงดนตรีนั้นเป็นเรื่องของความชอบเชิงนามธรรมที่เป็นส่วนตัวเพราะหากทุกคนที่เล่นเครื่องเสียงมีความชอบเหมือนกันแล้วอย่าว่าแต่เรื่องแอมปลิไฟเออร์จะเป็นหลอดหรือโซลิดสเตทเลยทั้งโลกคงมีเพียงเครื่องเสียงชุดเดียวยี่ห้อเดียวเท่านั้นเองที่ใครต่อใครเลือกใช้แต่เพราะความชอบของคนเราไม่เหมือนกันนั่นเองที่ทำให้มีเครื่องเสียงและลำโพงตลอดจนอุปกรณ์ประกอบต่างๆในความหมายของAccessories ที่นำเข้ามาใช้ในซิสเต็มหรือในชุดเครื่องเสียงเพื่อเป็นการช่วยปรับปรุงคุณภาพเสียงให้ดีขึ้น (ตามความรู้สึกอันเป็นที่พอใจของผู้ที่พร้อมลงทุนกับสิ่งนั้นๆด้วย)อีกมากกว่ามากให้เลือกใช้เต็มไปหมด

สำคัญก็แต่เพียงว่าใครที่ว่าเป็นคนเล่นเครื่องเสียงนั้นจะค้นพบความชอบที่เป็นของตัวเองอย่างแท้จริงหรือเปล่าเท่านั้นเองหาใช่ชอบแบบคล้อยตามที่ใครต่อใครเขาพูดถึงแล้วคิดไปเองว่าตัวเองก็ชอบเสียงแบบนั้นด้วย

ครับ, หากคุณไม่สามารถค้นพบความชอบที่แท้จริงของคุณแล้วการเล่นเครื่องเสียงของคุณก็ไม่มีวันที่สิ้นสุดเพราะคุณจะมีจริตที่ไม่เป็นตัวของตัวเองคุณจะทึกทักเอาเองเมื่อได้ฟังเครื่องใหม่ๆลำโพงใหม่ๆที่ใครเขาพูดถึงว่ามันให้เสียงดีอย่างโน้นดีอย่างนั้นแล้วคุณก็มักจะเกิดจริตเห็นชอบคล้อยตามไปด้วยตลอดเวลา

การเล่นเครื่องเสียงที่สำคัญนั้นประการแรกเลยก็คือต้องรู้จักหรือค้นหาความชอบที่แท้จริงของตัวเองให้พบฟังคนอื่นได้อ่านที่ใครเขาเขียนหรือพูดถึงได้แต่อย่าเพิ่งเชื่อตามให้ลองไปฟังแล้วถามตัวเองว่าเรารู้สึกเหมือนที่เขาพูดเขาเขียนไหมหากพบว่าใช่ก็ต้องถามตัวเองว่าแล้วนั้นมันเป็นเสียงแบบที่เราชอบด้วยหรือเปล่าแต่หากพบว่าไม่ใช่ก็ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าฟังแล้วเรารู้สึกไม่ใช่เพราะเหตุใด

ฟังเครื่องหนึ่งแล้วก็ให้ฟังเครื่องอื่นๆเป็นการเปรียบเทียบด้วยเปรียบเทียบเพื่อบอกตัวเองให้ได้ว่าแต่ละเครื่องที่ได้ฟังนั้นเราชอบมันตรงไหนและมีตรงไหนบ้างที่ไม่ชอบเพราะทั้งเครื่องเสียงและลำโพงล้วนไม่มีเครื่องใดและคู่ไหนที่ให้เสียงออกมาได้สมบูรณ์แบบไปหมดต่างมีจุดเด่นจุดด้อยในตัวทั้งสิ้นและเมื่อฟังอะไรแล้วอย่าฟังแต่สิ่งที่เราได้ยินแล้วชอบเพียงอย่างเดียวให้ฟังดูด้วยว่าในสิ่งที่เราไม่ชอบซึ่งมันมีปนอยู่ด้วยนั้นเราพอจะรับมันได้แค่ไหน

เพราะบางครั้งอาจจะไปพบสิ่งที่ฟังเปรียบเทียบแล้วชอบใกล้เคียงกันให้ฟังต่อว่ามันมีความต่างของเสียงในสิ่งที่ไม่ชอบอย่างไรแล้วค่อยนำมาพิจารณาในภาพรวมอีกครั้งว่าเราจะอยู่กับชิ้นไหนได้อย่างมีความสุขมากกว่ากัน

กลับมาที่เรื่องของแอมป์หลอดกับแอมป์โซลิดสเตทกันต่อโดยขอ‘ตัดความชอบ’ ที่เป็นส่วนตัวซึ่งต้องมีอยู่แล้วตามวิสัยปุถุชน, ทิ้งไปครับ

สิ่งแรกที่เป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้‘บุคลิกเสียง’ ของแอมป์หลอดกับแอมป์โซลิดสเตทมีความแตกต่างกันก็คือหลักการทำงานครับแอมป์หลอดนั้นมีหลักการทำงานที่เป็นเทคโนโลยีอันถือกำเนิดขึ้นมาเกือบร้อยปีแล้วเห็นจะได้คือตั้งแต่ยุคสมัยที่ระบบเสียงแบบHi-Fi Stereo ยังไม่เกิดและดูเหมือนจะไม่มีวิวัฒนาการไปได้ไกลกว่านี้อีกแล้วต่างกับแอมป์โซลิดสเตทที่ดูจะสามารถพัฒนาต่อไปได้แบบไม่สิ้นสุดยิ่งปัจจุบันอยู่ในยุคสมัยของเทคโนโลยีดิจิทัลด้วยแล้วแอมป์โซลิดสเตทยังมีทีท่าว่าจะมีความก้าวหน้าต่อไป (ทางด้านเทคโนโลยี) ได้อีกมาก

ประเด็นหนึ่งของหลักการทำงานที่แตกต่างกันอย่างเป็นสำคัญก็คือในช่วงของการเปลี่ยนแปลงสัญญาณ (Switching Time) การทำงานของโซลิดสเตทมีประสิทธิภาพสูงกว่าการทำงานของเครื่องหลอดมากแบบต่างกันนับร้อยเท่าก็ว่าได้ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้เสียงในย่านความถี่ต่ำๆหรือเสียงเบสส์ของแอมป์หลอดนั้นฟังดูแล้วเหมือนไม่มีพลังเป็นเบสส์ที่อวบอ้วนฟังแล้วเหมือนเสียงที่อุ้ยอ้ายไร้เรี่ยวแรงซึ่งแตกต่างไปจากโซลิดสเตทที่ให้เบสส์ออกมาได้กระชับและเก็บตัวได้เร็วและนี้จะเป็นข้ออ้างแรกๆของฝ่ายโซลิดสเตทที่มักจะบอกว่าแอมป์แบบที่ตัวเองชอบให้เสียงดีกว่าโดยเฉพาะกับเสียงเบสส์

นอกจากนี้การเคลื่อนตัวของอีเล็คตรอนในหลอดนั้นช้ากว่าโซลิดสเตทมากจึงหากมีการเทียบกำลังขับที่เท่ากันแล้วแอมป์โซลิดสเตทจะทำงานกับการเกิดขึ้นของTransient หรือสัญญาณฉับพลันที่รวดเร็วเช่นเสียงฟาดกลองเสียงฟ้าผ่าเสียงกลุ่มเครื่องเคาะต่างๆอย่างฉาบฉิ่งได้อย่างรวดเร็วและสมจริงมากกว่าไม่อืดอาดยืดยาดหรือฟังดูอ้อยสร้อยเหมือนเสียงของเครื่องหลอด

และที่ภาคสุดท้ายของการทำงานในเครื่องหลอดก่อนส่งสัญญาณทางไฟฟ้าไปยังลำโพงเพื่อเปลี่ยนเป็นคลื่นเสียงอันได้แก่ Output Transformer นั้นส่วนใหญ่จะเป็นหม้อแปลงแบบพันขดลวด (เพราะใช้แรงดันไฟฟ้าสูงแต่ใช้กระแสไฟต่ำ  ขณะที่โซลิด สเตท นั้นตรงกันข้าม) ซึ่งมีผลกระทบต่อ Phase ที่มักจะมีความคลาดเคลื่อนแทบจะตลอดย่านความถี่ออดิโอ อันส่งผลให้มิติเสียงมีความพร่ามัว ในขณะที่เครื่องโซลิด สเตท ส่วนใหญ่ภาคการทำงานดังกล่าวแตกต่างออกไป ขณะทำงานจึงปลอดอาการที่เรียกว่า Phase Shift ที่เป็นสาเหตุให้มิติเสียงขาดความคมชัด รวมทั้งขดลวดเอาท์พุทนี่เอง ที่ทำให้เกิดการอิ่มตัวของสนามแม่เหล็ก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สัญญาณความถี่ต่ำๆ ไม่สามารถหลุดพ้นออกไปถึงขั้นตอนการทำงานของลำโพงได้

ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการที่ทำให้ฟังได้ว่าเบสส์ของแอมป์หลอดสู้เสียงเบสส์ของโซลิดสเตทไม่ได้จริงๆ

ครับ, จากที่กล่าวมาพอเป็นสังเขปกับภาพรวมกว้างๆทำให้ดูเหมือนว่าแอมป์หลอดไม่มีส่วนดีพอที่จะสามารถนำมาเทียบเคียงกับแอมป์โซลิดสเตทได้เลยแล้วทำไมจึงยังมีคนนิยมใน‘เสียงหลอด’กันอยู่อีกเล่า

คำตอบง่ายๆสั้นๆก็คือ ‘เสน่หา’ที่เกิดขึ้นมาจากความพร่าเพี้ยนเล็กๆตามธรรมชาติครับกล่าวคือการทำงานของเครื่องหลอดนั้นจะมี‘ความถี่ควบคู่ในสัญญาณเสียง’หรือที่เรียกว่าHarmonic เกิดขึ้นตลอดเวลาและไอ้เจ้าฮาร์โมนิคที่ว่านี้เองที่ฟังคล้ายเสน่ห์เสียงเพราะมันจะทำให้รู้สึกว่าน้ำเสียงนั้นอบอวลไปด้วยความอบอุ่นนุ่มนวลและฉ่ำหวานให้ความกลมกลืนของเสียงดนตรีโดยรวมที่มีความสุนทรีย์อันน่าฟังยิ่งทั้งๆที่จะว่าไปแล้วเหล่านั้นคือความเพี้ยนประการหนึ่งจึงทำให้ในมาตรฐานการออกแบบเครื่องเสียงต้องมีข้อกำหนดในการจำกัดค่าความเพี้ยนนั้นโดยรวมเอาไว้ด้วยซึ่งก็คือ Total Harmonic Distortion หรือTHD ในSpecification ของเครื่องนั่นเอง 

เป็นความพร่าเบลอร์อันนุ่มเนียนที่ชวนเสน่หาน่าฟังของเสียงที่หากเปรียบกับภาพถ่ายก็เสมือนภาพที่ถ่ายผ่านSoft Filter ซึ่งบางคนดูแล้วเห็นแล้วบอกว่ามันได้Feeling มากกว่าภาพที่มีความคมชัดและพรั่งพร้อมไปด้วยรายละเอียดเป็นไหนๆอะไรทำนองนั้นแหละครับ

ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปธรรมที่เห็นได้ด้วยตาหรือเรื่องของนามธรรมอย่างเสียงดนตรีที่ใช้ประสาทหูสัมผัสล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องความชอบที่เป็นส่วนตัวของแต่ละคนซึ่งย่อมแตกต่างกันไปเพราะฉะนั้นอย่าไปคล้อยตามลมปากหรือตัวหนังสือที่ใครเขาว่าอะไรดีอะไรด้อยกว่ากันเลยครับ

โดยเฉพาะเรื่องของเครื่องเสียงและเสียงดนตรีเชื่อหูตัวเองดีที่สุดครับ

 

โชว์รูม

หมู่บ้านไพรเวทวิลล์ 19/37 ถนน หัวหมาก แขวง หัวหมาก เขต บางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240

เปิดทำการ:

เปิดทำการ

(11.00-19.00)

080-0804858

02-115-2088

Social & Chat